คุณรู้ไหม...ทำไมพระมีหน้าที่ 2 อย่าง Quote เรื่องเล่าเข้าใจธรรม

"เรามาบวชเป็นพระแล้วเราควรที่จะทำประโยชน์ให้พระศาสนา ให้ศาสนาได้พึ่งเรา ไม่ใช่เราเอาแต่พึ่งพระศาสนา "


เสียงครหาโจมตีมากมาย 

ทำไมไม่ย้ายไปอยู่วัดอื่น จะได้มีเวลาปฏิบัติธรรมมากกว่านี้ ?

เป็นคำถามที่ดีนะ หลวงพี่ก็เคยสงสัยแบบนี้ในตอนที่บวชมาแรกๆ ตอนนั้นหลวงพี่ก็ยอมรับนะว่าหลวงพี่ไม่รู้ว่าวัดนี้มีงานมีอะไรเยอะแยะขนาดนั้น เราเคยมาในนามสาธุชน เพราะฉะนั้นเราเลยไม่เห็นว่ากว่าจะมาเป็นแบบที่ พอเรามาถึงปุ๊บเรานั่งสบาย เราไม่รู้เลยว่าคนทำงานอยู่เบื้องหลังคือบุคคลที่อยู่ในวัด

พอหลวงพี่รู้ว่ามีงานอะไรมาให้เราทำนี่ มันก็เริ่มมีคำถามนะว่า เอ๊ะ...แล้วตกลงเราต้องการอะไร เราจะได้นั่งสมาธิอย่างที่เราหวังไหม ?

ซึ่งหลวงพี่ลองนั่งนึกเล่นๆ ว่าถ้าย้อนกลับไปในวันแรกที่เราบวช แล้วเรารู้ว่าอีกสามสี่ปีข้างหน้า เราจะต้องมาทำแบบนี้ เราอาจจะไม่อยู่ก็ได้นะ แต่บังเอิญว่าเราก็ถูกฟูมฟักมาให้คุ้นเคยกับวิถีชีวิตของความเป็นพระ ถูกปูพื้นฐานมาระดับหนึ่งจนเกิดความเข้าใจแล้วว่า ทำไมวัดต้องมี หรือต้องทำอะไรแบบนี้

เคยถามหลวงพ่อรองเจ้าอาวาสว่า เราเองเราก็ไม่เก่งอะไร ตัวเราเองยังเอาตัวไม่รอดเลย ก็คือเรายังไม่ได้หมดกิเลส  เราต้องมาทำงานอย่างนี้อยู่อีก แล้วเราจะทำอย่างไร ?

ท่านก็ตอบมาว่า การเป็นพระมันมีหน้าที่อยู่ 2 อย่างนะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็บอกคือ หนึ่งคุณก็ฝึกตัวให้สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ กับอีกส่วนหนึ่งก็คือ อย่าลืมคนที่สนับสนุนคุณนะ คนที่ใส่บาตร ถวายปัจจัย 4 ให้คุณ

เขาก็รอคุณมาเป็นเนื้อนาบุญ คุณใช้ชีวิตพระมาแล้วคุณได้อะไรบ้าง ความดีงามเหล่านี้ทำอย่างไรมันถึงจะเกิดขึ้น เขาก็อยากจะฟัง

พูดง่ายๆ ว่า เรามีหน้าที่ในการฝึกตัว แล้วก็มีหน้าที่ในการสอนคนอื่นด้วย หน้าที่ทั้ง 2 อย่างนี้มันจึงกลายเป็นภาระของพระทุกรูปนะ ไม่ใช่เฉพาะรูปใดรูปหนึ่ง

ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเรามาอยู่ที่วัดแล้ว เราจะเอาแต่ประโยชน์ตัวก็คงไม่ได้ จะต้องมีประโยชน์ของผู้อื่นด้วย


ติดสบายเลยไม่ย้ายไปวัดอื่น

หลายคนมองว่าการอยู่วัดพระธรรมกาย สบาย หรูหรา มีสิ่งอำนวยความสะดวก ?

หลวงพี่ลองเทียบกับชีวิตตัวเอง สมัยทำงานข้างนอกหลวงพี่ก็ทุ่มเททำงานหนักนะ เพราะว่ายังอยู่ในวัยที่มีความสุขในการได้ใช้ความรู้ความสามารถ แต่พอมาอยู่ที่วัดหลวงพี่มีความรู้สึกว่า เอ๊ะ...งานในวัดมันหนักกว่าข้างนอก

แต่เราไม่ได้เรียกว่าการทำงาน เราเรียกว่า การรับบุญ เพราะว่างานในวัดเป็นงานของพระศาสนา เป็นทางมาแห่งบุญของตัวเรา เป็นทางมาแห่งบุญของคนอื่น

เพราะฉะนั้นอยู่วัดนี้ถามว่าสบายไหม ง่ายมาก...เข้ามาบวชดู ลองมาอยู่ด้วยกัน.! 

แล้วจะรู้ว่าเป็นพระนี่ก็สนุกเหมือนกันนะ ส่วนสบายหรือเปล่านี่หลวงพี่ไม่รู้นะ เพราะความสบายในมุมของคนข้างนอก กับความสบายของความเป็นพระ มันอาจจะมีนิยามที่ไม่เหมือนกัน

แต่ส่วนตัวหลวงพี่เอง หมายถึงความสบายทางใจ ปลอดกังวล ได้ปลดปล่อยตัวเองจากความวุ่นวาย


 Ipad- Iphone พระที่วัดนี้ก็มีใช้ ?

ก็ไม่ได้เป็นเรื่องประหลาดอะไร ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยี  แต่ว่ามันก็ไม่ใช่หัวใจใหญ่ของความสบาย


การปลีกวิเวกไปอยู่วัดป่า ไม่ต้องมาทำภารกิจเยอะแยะ ไม่ใช่ทางตรงในการบรรลุเป้าหมายในการนั่งสมาธิหรือ ?

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสท่านตรัสบอกไว้ว่า "กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์"

คือคำว่า พรหมจรรย์ ก็หมายเอาหลายอย่างเช่นความดีงาม มรรคผลนิพพาน ทุกอย่างต้องอาศัยกัลยาณมิตร ต้องอาศัยมิตรที่ดี ซึ่งหลวงพี่ว่าหลวงพี่ต้องการอยู่นะ

เพราะไม่ได้เป็นคนที่มีแรงบันดาลใจอยู่ตลอดเวลา บางช่วงเราอาจจะรู้สึกมีความสุข รู้สึกเฉยๆ หรืออาจจะรู้สึกขี้เกียจ มันมีช่วงขึ้นช่วงลง ไม่ใช่พอบวชเป็นพระแล้วจะเปลี่ยนได้ทันทีทันใด ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ดังนั้นเรายังต้องการครูบาอาจารย์ที่จะคอยสอน แนะนำ กระตุ้นเรา



แล้วหลวงพี่กลับคิดว่า... 

ถ้าสมมติเราจะนั่งสมาธิอย่างเดียวเลยนี่  มันอาจจะสบายในแง่ที่เราไม่ต้องรับผิดชอบอะไร มีเวลาในการนั่งสมาธิเต็มที่ แต่ความรู้สึกลึกๆ เราก็อยากจะตอบแทนญาติโยมเหมือนกัน เพราะเราก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ไปนั่งแล้วเราจะบรรลุ อาจจะใช้เวลาชั่วชีวิต เผลอๆ ชาตินี้อาจจะยังไม่ได้เลย

ดังนั้นก็ขอทำหน้าที่ตรงนี้ทั้ง 2 อย่างไปด้วยกัน ให้ได้ประโยชน์ตนเองด้วย ได้ประโยชน์คนอื่นด้วย ลึกไปกว่านั้นการที่เราจะต้องทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรไปด้วย กลับทำให้รู้สึกตัวเสมอว่า เราต้องไปทำหน้าที่เป็นครูเขา เรามีความเป็นครูมากน้อยแค่ไหน เราฝึกฝนอบรมตนเอง ขจัดขัดเกลาความไม่ดีในตัวมากน้อยแค่ไหน

กลายเป็นว่า สาธุชน เป็นแรงกระตุ้นให้เราอีกทางหนึ่ง ในการผลักดันตัวเองให้ก้าวขึ้นไปสู่จุดที่เราจะเป็น เนื้อนาบุญ ให้กับเขาได้

ความจริงวัดนี้จุดตั้งต้น คือคิดอยากจะนั่งสมาธิกันอย่างเดียวเลยนะ แต่ว่าวิสัยทัศน์ของหลวงพ่อเจ้าอาวาส ท่านมองไกลไปกว่านั้น คือท่านมองว่าถ้าเรามาบวชแล้วเราควรที่จะ ทำประโยชน์ให้พระศาสนา ให้พระศาสนาได้พึ่งเรา ไม่ใช่เราเอาแต่พึ่งพระศาสนา หรือมาเอาความสะดวกสบาย

มีโอกาสกราบหลวงพ่อทัตตชีโว รองเจ้าอาวาส ท่านก็ให้ข้อคิดที่ดีมาก ท่านเล่าให้ฟังว่า ในตอนนั้นท่านก็มองแบบนี้เหมือนกันว่า เอ๊ะ... เราอยากนั่งสมาธิ.!

ก็ไปคุยกับหลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาส ท่านก็บอกหลวงพ่อทัตตชีโวว่าลองคิดอย่างนี้สิ สมมติว่ามีน้ำท่วมทั้งโลก แล้วก็มีคนๆ หนึ่งที่เขาพายเรือหาคนไปเรื่อยเลย คนไหนที่ลอยคอตุ๊บป่องๆ เห็นปุ๊บก็เข้าไปรับ ดึงขึ้นมาบนเรือทีละคนสองคน แล้วเขาก็พายต่อไป

คนที่ขึ้นมาบนเรือครั้งแรกๆ เมื่อหายเหน็ดเหนื่อยแล้ว ก็ช่วยกันพายเพื่อที่จะได้ช่วยคนอื่นต่อไป

คนที่อยู่บนเรือคนแรก คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พวกที่ลอยคออยู่ในน้ำก็คือ ชาวโลกทั้งหลาย พระพุทธเจ้าท่านช่วยไปทีละคนๆ  แล้วคนเหล่านั้นก็ช่วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในการเผยแผ่พระศาสนา ก็คือไปช่วยคนอื่นต่อ

แล้ววันนี้เรือลำนั้นพายมา 2500 กว่าปี แล้วเขาก็มาเจอเราลอยคออยู่ในทะเล เขาก็ดึงเราขึ้นไป

หลวงพ่อธัมมชโย ท่านถามหลวงพ่อทัตตชีโวว่า เมื่อเขาดึงเราขึ้นมาบนเรือแล้ว เรามีสิทธิ์ไหมจะบอกเขาว่าคุณหยุดเรือเถอะ อย่าพายต่อไปเลย ฉันเหนื่อยเอาแค่นี้ก็พอ



ฟังแค่นี้ก็เข้าใจแล้วเนาะ...

กว่าเราจะมีวันนี้ได้เขาเอาชีวิตเข้าแลก รักษาพระพุทธศาสนากันมา จะให้พุทธศาสนาตกต่ำในยุคที่พวกเรามาบวชนี่ไม่ควร ในเมื่อเรามีเรี่ยวแรง มีกำลัง มีความสามารถ มีสติปัญญา เราจงใช้ทุกอย่างที่เรามีเพื่อทำให้เรือลำนี้ยังสามารถไปรับคนอื่นๆ ที่ยังลอยคออยู่เหมือนกับที่เราลอยมาแล้วได้

สิ่งเหล่านี้มันเลยกลายเป็นความรู้สึกใหม่สำหรับหลวงพี่ ซึ่งประโยคที่ท่านบอกตรงนั้นกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้เรารู้สึกว่า การมาบวชเป็นพระนี่ไม่ใช่สบาย 

แต่การมาบวชเป็นพระ มันคือการที่เรากำลังจะเอาความสว่างของธรรมะ ของพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าให้ไปถึงคนที่เขากำลังลำบากอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ เหมือนกับที่เราเคยผ่านมา

เราจึงต้องขยันมุ่งมั่นในการฝึกตัว ทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาออกไป นี้คือเป้าที่ทำไมวัดพระธรรมกายถึงต้องทำแบบนี้ 

คลิกที่ภาพเพื่อรับชมวีดีโอ


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
Fbภาพดีๆ 072
เพจเรื่องเล่าเข้าใจธรรม
คุณรู้ไหม...ทำไมพระมีหน้าที่ 2 อย่าง Quote เรื่องเล่าเข้าใจธรรม คุณรู้ไหม...ทำไมพระมีหน้าที่ 2 อย่าง Quote เรื่องเล่าเข้าใจธรรม Reviewed by สารธรรม on 05:18 Rating: 5

10 ความคิดเห็น:

  1. สาธุ ขอกราบอนุโมทนาบุญกับพระคุณเจ้าค่ะ

    ตอบลบ
  2. สาธุๆๆ กราบอนุโมทนาบุญกับพระอาจารย์เจ้าค่ะ

    ตอบลบ
  3. กราบอนุโมทนา สาธุเจ้าค่ะ

    ตอบลบ
  4. สวดธรรมจักรฯ บูชาธรรมกายเจดีย์------บรมกุศลหนุนนำต่อเนื่อง ล้างวิบากกรรม+มาร ทลายสูญสิ้น ----คนพาล+มลายล่ม+หนีหาย*****สาธุ

    ตอบลบ
  5. กราบอนุโมทนาบุญที่เมตตานำเอาแสงสว่างธรรมะไปให้ถึงคนที่เขาลำบาก เขารอธรรมะจากพระคุณเจ้าทุกๆองค์อยู่เจ้าค่ะ

    ตอบลบ
  6. กราบอนุโมทนาบุญที่เมตตานำเอาแสงสว่างธรรมะไปให้ถึงคนที่เขาลำบาก เขารอธรรมะจากพระคุณเจ้าทุกๆองค์อยู่เจ้าค่ะ

    ตอบลบ
  7. กราบสาธุค่ะ ปลื้มปิติมากๆเจ้าค่ะ ได้คิดแล้วค่ะว่า เราแม้เป็น อาสาสมัคร สาธุชน คนธรรมดาที่เข้าวัดๆ ก็อย่าแน่จะพึ่งพระพุทธศาสนาอย่างเดียว เราต้องเป็นที่พึ่งให้พระพุทธศาสนาด้วย
    พอนึกได้ 2 ,3 ข้อแล้วค่ะว่า อน่างแรกที่สำคัญคือ จ้องฝึกตัวให้มากๆให้เป็นที่เห็นขอเพื่อนๆ พี่น้อง ครอบครัว และชักชวน ทุกๆคน ให้ศรัทธา ให้หันมารักษาศีล5 กัน

    ตอบลบ
  8. ใครอยากให้ลูกหลานอยู่รอดปลอดภัย จากภัยสังคมมากมาย ต้องเอาลูกหลานเข้าวัด รักษาศีล นั่งสมาธิ สวดมนต์ จะเป็นฉีดวัคซีนเกราะป้องกันภัยเอย.

    ตอบลบ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.